วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

10 อันดับ สถานที่ที่'สวยที่สุด'ในโลก O[]O wow!!

 

อันดับ 1 : หาดมาโรม่า (MAROMA BEACH, MEXICO)



อันดับ 2 : หาดอิปานีม่า (IPANEMA BEACH RIO DE JANEIRO BRAZIL)



อันดับ 3 : หาดพอยพู (POIPU BEACH, KAUAI, HAWAII USA)



อันดับ 4 : แกรนด์ คูล เดอ แซค (GRAND CUL-DE-SAC, ST. BARTS FRENCH WEST INDIES)



อันดับ 5 : หาดลาร์วอตโต้ (LARVOTTO BEACH, MONTE CARLO, MONACO)



อันดับ 6 : เกาะเฟรสเซอร์ (FRASER ISLAND QUEENSLAND, AUSTRALIA)




อันดับ 7 : หาดใต้ (SOUTH BEACH MIAMI, FLORIDA, USA)



อันดับ 8 : หาดป่าตอง (PATONG BEACH PHUKET, THAILAND)



อันดับ 9 : หาดแค็บเบจ (CABBAGE BEACH PARADISE ISLAND, BAHAMAS)



อันดับ 10 : เกาะมิโคนอส (MYKONOS ISLAND, GREECE)

10 เทศกาลแปลกๆของโลก !!! อึ้งกันเลย

 



1. สงครามมะเขือเทศกลาย เป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของโลกในหลายเมืองของในสเปนจะจัดงาน "ลาโทมาติน่า"แต่ที่โด่งดังที่สุดก็ที่เมืองบูญอลในวันพุธสุดท้ายของเดือน สิงหาคมของทุกปีประกอบไปด้วยการแสดงดนตรี การจุดพลุ ที่สำคัญมีมะเขือหนักกว่า 300,000ปอนด์ถูกผู้ร่วมงานละเลงปาใส่กันอย่างสนุกสนาน

ที่มาของเทศกาลนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เริ่มมาตั้งแต่ปี 1944หรือไม่ก็ปี 1945บ้างก็บอกว่าเกิดขึ้นเพราะเป็นการแย่งชิงอาหารในหมู่เพื่อนๆการแสดงความ ไม่พอใจเมื่อนักเล่นดนตรีเล่นไม่ได้เรื่องหรือกระทั่งเป็นการชุมนุมต่อต้าน นายพล ฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำจอมเผด็จการ




2. เทศกาลยูเอฟโอจัด ขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปีในเมืองโรสเวลล์ มลรัฐเม็กซิโกของสหรัฐฯซึ่งมีแฟนยูเอฟโอจากทั่วโลกจะมาชุมนุมกัน มีการประกวดแต่งชุดเอเลี่ยนการจะดอกไม้ไฟ รวมทั้งการเสวนาของแฟนพันธุ์แท้เรื่องยูเอฟโอเมืองโรสเวลล์กลายเป็นศูนย์ กลางของคนที่เชื่อว่ามีมนุษย์นอกโลกหลังจากในปี 1947 พบซากยานลึกลับในเมืองนี้




3. เมืองซอนกกายาวิ ประเทศฟินแลนด์เป็นสถานที่ "แข่งขันอุ้มเมียชิงแชมป์โลก"ใน ประจำเดือนกรกฎาคมของทุกปี การแข่งขันนี้เพิ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1990แต่คนท้องถิ่นบอกตลกๆ ว่ามันเริ่มมาชั่วนาตาปีแล้วเพราะเมื่อก่อนผู้ชายจะขโมยผู้หญิงจากหมู่บ้าน อื่นมาเป็นศรีภรรยาวันนี้รางวัลไม่ใช่ภรรยาและเป็นเบียร์น้ำหนักเท่าตัว ภรรยาของพวกเขา

ผู้ชายจะแบกภรรยาของตัวเอง หรือของเพื่อนบ้าน หรืออาจเป็นคู่รักเทคนิกการอุ้มมีหลายวิธี แต่ในภาพนี้เป็นเทคนิคที่นิยมมากที่สุดและก็สำเร็จมากที่สุดด้วยสถิติโลกที่ รอให้ทลายคือการอุ้มผ่านสิ่งกีดขวางระยะทาง 235.5 เมตรในเวลา55 วินาที




4. เทศกาลซานเฟอร์มินในเมืองปามโปลน่าประเทศ สเปน เป็นที่รู้จักสำหรับการวิ่งวัวกระทิง ใน 8 วันของเทศกาล 9 วันถนนในเมืองถูกสร้างสิ่งกีดขวางไว้ คนที่ร่วมแข่งขันแต่งชุดพื้นเมืองสีขาวผูกผ้าคลุมเอวและผ้าพันคอสีแดงรอ สัญญาณเตรียมวิ่งหนีการไล่ขวิดของวัวกระทิงที่ถูกปล่อยออกมาในถนนนั้นการ แข่งขันกินเวลาเพียง 2-3 นาที แต่ในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บเป็นร้อยอย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 1910 มีผู้เสียชีวิต 14 คน




5. ในเมืองเล็กๆ ชื่ออีเวรีย ประเทศอิตาลี ไม่ใช่การปามะเขือเทศแต่เป็นสงครามปาผลส้มระ หว่างงานคาร์นิวาล 3 วันจัดขึ้นในช่วงถือศีลบวช ชาวบ้านราว 3,000คนมารวมตัวกันที่ลานกลางเมืองที่มีประชากรไม่ถึง 25,000 คนนี้ เล่ากันว่าการปาส้มแป็นการรำลึกถึงการสู้รบต่อต้านจักรพรรดิผู้ข่มเหงกดขี่ ในศตวรรษที่12 ผู้ร่วมงานมารวมตัวกันตามถนนรอคอยขบวนกลุ่มอาสาสมัครเป็นศัตรูซึ่งใส่ชุดอัด นวมและหมวกป้องกันมาบนรถลากขณะที่ผู้ชมจะสวมหมวกหรือผ้าพันคอสีแดงเป ป็นสัญลักษณ์ว่าตัวเองไม่ใช่นักรบ




6. ในชนบทอันเงียบสงบและงดงามของอังกฤษ การแข่งกันเก็บชีสถูก จัดขึ้นในทุกเดือนพฤษภาคมผู้ท้างชิงไถลและล้มลุกคลุกคลานจากเขาที่สูงชัน เพื่อไล่ล่าชีสแห่งเมืองกลอสเตอร์หนัก 8 ปอนด์และทำเป็นรูปวงล้อผู้แข่งขันต้องเก็บชีสที่ปล่อยลงจากเนินเขาและมีความ เร็ว 70ไมล์ต่อชั่วโมงให้ได้ก่อนที่ชีสจะตกลงไปตีนเขาเชื่อว่าประเพณีย้อนไปใน อดีตเมื่อผู้คนในอดีตฉลองเวลาที่พระอาทิตย์เข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุด โดยวงล้อชีสนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์นั่นเอง




7. นับตั้งแต่ทศวรรษ 1600 เมืองคาสตริลโลเดมูร์เซีย ประเทศสเปนจัด "ฉลองเทศกาลโกลาโช"ด้วย ประเพณี่การกระโดดข้ามเด็กทารกเทศกาลลี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดสิ่งชั่ว ร้ายออกไปจากเมืองช่วงเดียวกับเทศกาลคอร์ปุสคริสตีของชาวคริสเตียนขบวน พาเหรดเป็นสัญลักษณ์การรวมกันของสิ่งชั่วร้ายมาในเมืองและพากพวกมันเข้าไป โบสถ์ และพื่อขับสิ่งชั่วร้ายของจากเด็กไร้เดียงสาเด็กทุกคนที่เกิดในปีที่แล้วจะ ถูกนำมานอนบนฟูกจากนั้นชายที่แสดงเป็นสิ่งชั่วร้าย หรือเอลโกลาโชก็จะกระโดดข้ามฟูกนั้นเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายออกไป จากตัวเด็ก




8. เทศกาลแปลกประหลาดที่สุดของโลกไม่ใช่ของมนุษย์เท่านั้น ที่ลพบุรีของไทยเราเองก็จัดเทศกาลบุฟเฟต์สำหรับลิงกว่า600 ตัวที่อยู่ในเมืองนี้เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระรามที่ตบรางวัล ให้แห่หนุมานด้วยแผ่นดินที่กลายเป็นเมืองลพบุรี บุฟเฟต์หน้าวัดพระปรางสามยอดประกอบไปด้วยอาหารผักผลไม้สดๆ หลายร้อยกิโลกรัมพร้อมกับไอติมและเครื่องดื่มงานนี้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม ในท้องถิ่นซึ่งเต็มใจอย่างยิ่งเพราะกิจกรรมนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือน เป็นประจำทุกปี




9. เทศกาลหน่อไม้ฝรั่งในเมืองเอมไพร์ใน มลรัฐมิชิแกน งานนี้อุทิศแด่หน่อไม้ฝรั่งโดยเฉพาะมิชิแกนเป็นผู้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งมากที่ สุดในสหรัฐแต่เพราะมิชิแกนรู้จักในด้านศิลปะมากกว่าการเกษตรจึงจัดงานนี้ ขึ้นซึ่งรวมถึงกิจกรรมแปลกในทุกเดือนพฤษาภาคมมีขบวนพาเหรดแต่งตัวเป็น หน่อไม้ฝรั่ง การประกวดแต่งบทกวีหน่อไม้ฝรั่งมีงานเลี้ยงอาหารนานาชนิดจากพืชชนิดนี้และตบ ท้ายด้วยเบียร์ที่ทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งด้วย




10. ในเกาหลีใต้ช่วงเดือนกรกฎาคมจะมีเทศกาลบอร์ยอง อันเป็นเทศกาลอาบโคลนที่ มีชื่อเสียงสำหรับคนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติดินโคลนจากทุ่งนาไม่ หางจากชายหาดไม่ดีนักสำหรับการเกษตรกรรมแต่กลับอุดมด้วยแร่ธาตุซึ่งกลายเป็น แหล่งทำเงินให้กับผู้ผลิตเครื่องสำอางแต่ละปีดินโคลนจะถูกขุดขึ้นมาและขนไป ยังชายหาดให้นักท่องเที่ยวกลิ้งเกลือกและอาบเล่นอย่างสนุกสนานในกองโคลนอัน บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นโอกาสดีเพราะปกติแล้วจะมีการจำกัดการใช้โคลนเพื่ออุตสาหกรรมความงาม มาก

ประวัติความเป็นมาของขนมไทย


ประวัติความเป็นมาของขนมไทย
ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนมประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม

ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ งานศิริมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น

สมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าวไว้ว่าในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ 2,000 รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล

ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในหนังสือเล่มนี้ มีรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระได้แก่ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ขนมลืมกลืน ข้วเหนียวแก้ว วุ้นผลมะปราง

ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย ทั้งขายอยู่กับที่ แบกกระบุง หาบเร่ และมีการปรับปรุงการบรรจุหีบห่อไปตามยุคสมัย เช่นในปัจจุบันมีการบรรจุในกล่องโฟมแทนการห่อด้วยใบตองในอดีต[1]

[แก้] การแบ่งประเภทของขนมไทย
แบ่งตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้ [2]

ขนมที่ทำให้สุกด้วยการกวน ส่วนมากใช้กระทะทอง กวนตั้งแต่เป็นน้ำเหลวใสจนงวด แล้วเทใส่พิมพ์หรือถาดเมื่อเย็นจึงตัดเป็นชิ้น เช่น ตะโก้ ขนมลืมกลืน ขนมเปียกปูน ขนมศิลาอ่อน และผลไม้กวนต่างๆ รวมถึง ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวแก้ว และกะละแม
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่ง ใช้ลังถึง บางชนิดเทส่วนผสมใส่ถ้วยตะไลแล้วนึ่ง บางชนิดใส่ถาดหรือพิมพ์ บางชนิดห่อด้วยใบตองหรือใบมะพร้าว เช่น ช่อม่วง ขนมชั้น ข้าวต้มผัด สาลี่อ่อน สังขยา ขนมกล้วย ขนมตาล ขนมใส่ไส้ ขนมเทียน ขนมน้ำดอกไม้
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการเชื่อม เป็นการใส่ส่วนผสมลงในน้ำเชื่อมที่กำลังเดือดจนสุก ได้แก่ ทองหยอด ทองหยิบ ฝอยทอง เม็ดขนุน กล้วยเชื่อม จาวตาลเชื่อม
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการทอด เป็นการใส่ส่วนผสมลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนๆ จนสุก เช่น กล้วยทอด ข้าวเม่าทอด ขนมกง ขนมค้างคาว ขนมฝักบัว ขนมนางเล็ด
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการนึ่งหรืออบ ได้แก่ ขนมหม้อแกง ขนมหน้านวล ขนมกลีบลำดวน ขนมทองม้วน สาลี่แข็ง ขนมจ่ามงกุฏ นอกจากนี้ อาจรวม ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมดอกลำเจียกที่ใช้ความร้อนบนเตาไว้ในกลุ่มนี้ด้วย
ขนมที่ทำให้สุกด้วยการต้ม ขนมประเภทนี้จะใช้หม้อหรือกระทะต้มน้ำให้เดือด ใส่ขนมลงไปจนสุกแล้วตักขึ้น นำมาคลุกหรือโรยมะพร้าว ได้แก่ ขนมถั่วแปบ ขนมต้ม ขนมเหนียว ขนมเรไร นอกจากนี้ยังรวมขนมประเภทน้ำ ที่นิยมนำมาต้มกับกะทิ หรือใส่แป้งผสมเป็นขนมเปียก และขนมที่กินกับน้ำเชื่อและน้ำกะทิ เช่น กล้วยบวชชี มันแกงบวด สาคูเปียก ลอดช่อง ซ่าหริ่ม

การพัฒนาโปรแกรม

 

การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์สำหรับ Internet Information Services (IIS) 7.0

เว็บเซิร์ฟเวอร์ที่เรียกใช้ IIS 7.0 สามารถรองรับโปรแกรมประยุกต์หลายชนิดที่พัฒนาโดยใช้เครื่องมือต่างๆ กัน เช่น Microsoft Visual Studio 2005

การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เว็บ
คุณสามารถพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เว็บสำหรับ IIS 7.0 โดยใช้ Microsoft ASP.NET รุ่น 1.1 และ ASP.NET รุ่น 2.0 ซึ่งจำเป็นต้องใช้ Microsoft .NET Framework หรือ ASP.NET รุ่น 1.0 และ Active Server Pages (ASP) ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ .NET Framework

เมื่อคุณพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เว็บ ให้ลองพิจารณาประเด็นต่อไปนี้

การเขียนสำหรับผู้อ่านทั่วโลก
โปรดจำไว้ว่าโปรแกรมประยุกต์ต้องทำให้เข้าใจในหลายภาษาและมีการนำไปใช้ในหลายวัฒนธรรม การตั้งค่าความเป็นส่วนรวมจะช่วยรับประกันว่าโปรแกรมประยุกต์ของคุณจะทำงานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันโดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย

การออกแบบเว็บเพจ
เพจ ASP.NET จะใช้ตัวควบคุมเพื่อสร้างเนื้อหาในเว็บเพจ ตัวควบคุมจะช่วยทำให้การออกแบบเพจของคุณแตกต่างไปจากการเขียนโปรแกรม ASP.NET ซึ่งจะเป็นการเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์ นอกจากนี้ ตัวควบคุมยังมีการเปลี่ยนแปลงค่าสำหรับเนื้อหาของเว็บเพจให้คุณอีกด้วย

การกำหนดการตั้งค่าโปรแกรมประยุกต์
คุณอาจต้องปรับเปลี่ยนการตั้งค่าโปรแกรมประยุกต์เพื่อทำงานกับค่าของเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือเว็บไซต์ที่โปรแกรมประยุกต์นั้นเรียกใช้ คุณสามารถกำหนดการตั้งค่าโปรแกรมประยุกต์เพื่อให้สามารถทำการปรับเปลี่ยนได้ง่ายขึ้นได้

การเชื่อมต่อกับฐานข้อมูล
โปรแกรมประยุกต์เว็บบางโปรแกรมจะเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูล ตัวอย่างเช่น โปรแกรมประยุกต์อีคอมเมิร์ซหลายๆ โปรแกรมจะติดตามรายการสินค้าคงคลัง เพื่อให้ลูกค้าทราบได้ทันทีว่ารายการสินค้านั้นสามารถซื้อได้หรือไม่ เมื่อต้องการเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูล โปรแกรมประยุกต์จะใช้สายอักขระการเชื่อมต่อ ซึ่งเป็นชุดอักขระที่กำหนดวิธีการที่โปรแกรมประยุกต์จะโต้ตอบกับฐานข้อมูล

การป้องกันคีย์เครื่องสำหรับข้อมูลความปลอดภัย
คีย์เครื่องคือคุณลักษณะด้านความปลอดภัยของ ASP.NET ASP.NET จะใช้คีย์เครื่องเพื่อช่วยป้องกันข้อมูลความปลอดภัยบางอย่างและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ที่เข้าชมและเปลี่ยนแปลงเพจบนเว็บไซต์ของคุณ

ตัวให้บริการ
ASP.NET จะใช้ตัวให้บริการเพื่อทำให้โปรแกรมประยุกต์โต้ตอบกับโปรแกรมประยุกต์อื่นๆ ที่มีการออกแบบไว้ ตัวอย่างเช่น คุณอาจเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์เว็บที่เก็บข้อมูลสมาชิกในฐานข้อมูล Microsoft Access แต่บริษัทของคุณกำลังจะใช้ฐานข้อมูล SQL Server ในเร็วๆ นี้ แทนที่จะเขียนโปรแกรมประยุกต์ใหม่ คุณสามารถใช้ตัวให้บริการเพื่อทำการเชื่อมต่อระหว่างโปรแกรมประยุกต์และฐานข้อมูล SQL ได้

การประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน
ก่อนที่โปรแกรมประยุกต์จะสามารถทำงานบน IIS 7.0 แฟ้มทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นโปรแกรมประยุกต์ต้องถูกคอมไพล์หรือจัดกลุ่มเป็นแฟ้มเดียวที่มีนามสกุล .dll คุึณสามารถควบคุมการจัดกลุ่มได้โดยระบุการตั้งค่าการคอมไพล์

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการกำหนดค่าสำหรับการตั้งค่าการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เว็บ ให้ไปที่ IIS 7.0 Beta: การกำหนดค่าสำหรับการตั้งค่าการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เว็บ บนเว็บไซต์ Microsoft TechNet

ด้านบนของหน้าการตั้งค่าอีเมล
Simple Mail Transfer Protocol (SMTP) จะทำหน้าที่ส่งและรับข้อความอีเมล

ด้านบนของหน้าการจัดการข้อมูลผู้ใช้
คุณอาจต้องการรวบรวมและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ที่เข้าชมเว็บไซต์และเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์เว็บของคุณเพื่อให้โปรแกรมประยุกต์สามารถใช้ข้อมูลนี้ได้ในอนาคต สิ่งที่คุณสามารถทำได้มีอยู่สองอย่างดังต่อไปนี้

สร้างส่วนกำหนดค่าผู้ใช้
โปรแกรมประยุกต์เว็บทั้งหมดจะเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันเกี่ยวกับผู้ใช้ที่เข้าชมเว็บไซต์หรือเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์เว็บ ส่วนกำหนดค่าผู้ใช้จะช่วยคุณกำหนดชนิดของข้อมูลที่คุณต้องการเก็บ

เก็บการกระทำของผู้ใช้
ผู้ใช้ที่เข้าชมเว็บไซต์หรือเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์เว็บมักจะดูเพจมากกว่าหนึ่งเพจบนไซต์หรือเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์มากกว่าหนึ่งโปรแกรม ตัวอย่างเช่น บนเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ผู้ใช้อาจเลือกรายการสินค้าที่จะซื้อแล้วค้นหารายการสินค้าเพิ่มเติม เมื่อต้องการติดตามตำแหน่งที่ผู้ใช้ไปและการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ใช้กระทำ ให้ใช้สถานะเซสชัน ASP.NET เพื่อเก็บข้อมูลนี้ไว้

ด้านบนของหน้าการเรียกใช้โปรแกรมประยุกต์ที่มีอยู่บน IIS 7.0
ถ้าคุณเขียนโปรแกรมประยุกต์ ASP และ Common Gateway Interface (CGI) เพื่อเรียกใช้บน IIS รุ่นก่อนหน้า คุณไม่จำเป็นต้องเขียนโปรแกรมเหล่านี้ใหม่ โปรแกรมประยุกต์ดังกล่าวจะทำงานบน IIS 7.0 ได้โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ตัวกรอง Internet Server API (ISAPI) ส่วนใหญ่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์

 

ลักษณะของภาษาโปรแกรม
ภาษาโปรแกรมแต่ละภาษาสามารถพิจารณาว่าเป็นเซตของข้อกำหนดอย่างเป็นทางการของวากยสัมพันธ์ ศัพท์ และความหมาย

ข้อกำหนดเหล่านี้มักรวมถึง:

•ข้อมูล และโครงสร้างข้อมูล
•คำสั่ง และลำดับการทำงาน
•ปรัชญาในการออกแบบ
•สถาปัตยกรรมของภาษา
ภาษาส่วนใหญ่ที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง หรือมีการใช้งานในระยะเวลาพอสมควร จะมีกลุ่มทำงานเพื่อสร้างมาตรฐาน ซึ่งมักจะมีการพบปะกันเป็นระยะๆ เพื่อสร้างและจัดพิมพ์นิยามอย่างเป็นทางการของภาษา รวมถึงการปรับปรุงเพิ่มเติมภาษาด้วย

ชนิดข้อมูล
การจัดเก็บข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์สมัยใหม่นั้น ภายในแล้วจะเก็บเป็นตัวเลขศูนย์และหนึ่ง (เลขฐานสอง) อย่างไรก็ตาม ข้อมูลมักถูกแทนสารสนเทศในชีวิตประจำวันเช่น ชื่อบุคคล เลขบัญชี หรือผลการวัด ดังนั้นข้อมูลแบบฐานสองจะถูกจัดการโดยภาษาโปรแกรม เพื่อทำให้รองรับการจัดเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้นเหล่านี้

ระบบที่ข้อมูลถูกจัดการภายในโปรแกรมเรียกว่าชนิดข้อมูลของภาษาโปรแกรม การออกแบบและศึกษาเกี่ยวกับชนิดข้อมูลเรียกว่าทฤษฎีชนิด ภาษาโปรแกรมสามารถจัดออกได้เป็นกลุ่มภาษาที่มี การจัดชนิดแบบสถิตย์ และภาษาที่มี การจัดชนิดแบบพลวัติ

โครงสร้างข้อมูล
โครงสร้างข้อมูล คือรูปแบบของการจัดเก็บข้อมูล ที่เกิดจากการนำเอาตัวแปรประเภทต่าง ๆ กันมาประยุกต์รวมกันเพื่อให้ง่ายต่อการที่จะนำไปใช้ ในalgorithm ต่าง ๆ

การเขียนโปรแกรม

การเขียนโปรแกรม (programming) หรือ การเขียนโค้ด (coding) เป็นขั้นตอนการเขียน ทดสอบ และดูแลซอร์สโค้ดของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งซอร์สโค้ดนั้นจะเขียนด้วยภาษาโปรแกรม] ขั้นตอนการเขียนโปรแกรมต้องการความรู้ในหลายด้านด้วยกัน เกี่ยวกับโปรแกรมที่ต้องการจะเขียน และอัลกอริทึมที่จะใช้ ซึ่งในวิศวกรรมซอฟต์แวร์นั้น การเขียนโปรแกรมถือเป็นเพียงขั้นหนึ่งในวงจรชีวิตของการพัฒนาซอฟแวร์

การเขียนโปรแกรมจะได้มาซึ่งซอร์สโค้ดของโปรแกรมนั้นๆ โดยปกติแล้วจะอยู่ในรูปแบบของ plain text ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้งานได้ จะต้องผ่านการคอมไพล์ตัวซอร์สโค้ดนั้นให้เป็นภาษาเครื่อง (Machine Language) เสียก่อนจึงจะได้เป็นโปรแกรมที่พร้อมใช้งาน

การเขียนโปรแกรมถือว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์ของ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ วิศวกรรม เข้าด้วยกัน

รายการภาษาโปรแกรม

•ภาษาเครื่อง (Machine Languages)
•ภาษาระดับต่ำ (Low-level Languages)
◦ภาษาแอสเซมบลี (Assembly)
•ภาษาระดับสูง (High-level Languages)
◦ภาษาซี (C)
◦ภาษาซีพลัสพลัส (C++)
◦ภาษาซีชาร์ป (C#)
◦ภาษาปาสกาล (Pascal)
◦ภาษาเบสิก (BASIC)
◦ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN)
◦ภาษาจาวา (Java)
◦ภาษาโปรล็อก (Prolog)

กินยังไง ไม่อ้วน : เด็กไทยไร้พุง

 



อาหารจานหลัก ปริมาณกิโลแคลอรี่

ข้าวสวย 1 ทัพพี 68
ไข่เจียว,ไข่ดาว 1 ฟอง 159
แกงส้ม 4 ถ้วย 110
ต้มจืดเลือดหมู 1 ถ้วย 120
ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ราดหน้าหมู,ไก่ 1 จาน 397
ข้าวผัดใบกระเพราไก่ 1 จาน 554
เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูใส่ไข่ 1 จาน 679
ขนมจีนน้ำยา 1 จาน 332
สุกี้หมู,ไก่,กุ้ง (ไม่ใส่วุ้นเส้น) 200
ข้าวขาหมู 436
ข้าวหมูแดง 541
ข้าวมันไก่ 596
สลัดไก่น้ำใส 1 ถ้วย 97


เราขอประเมินสถานการณ์ พลังงานกิโลแคลอรี่ของของของคาวกันเลย ข้าวสวย 1 ทัพพี 68 แต่ถ้ากินเข้าวเปล่าพลินไปเป็น 3 ทัพพี จะเท่ากับขนมจีนน้ำยา 1 จาน ที่ 332 กิโลแคลอรี่ ขณะที่เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูใส่ไข่ 1 จาน ก็ปาเข้าไป 679 ข้าวขาหมูที่ทุกคนต่างเกรงกลัวให้ 436 น้อยกว่าข้าวหมูแดงที่ให้ 541 กับข้าวมันไก่ 596 อีกนะ ส่วนแชมป์อาหารสุขภาพของตารางนี้คือ สลัดไก่น้ำใส 1 ถ้วย ด้วยพลังงาน 97 กิโลแคลอรี่



อาหารจานรอง ปริมาณกิโลแคลอรี่

กล้วยไข่เชื่อมกล้วย 2 ผล 177
ปาท่องโก๋ 1 ตัว 124
ลอดช่องน้ำกะทิ 1 ชามเล็ก 116
ไอศกรีม 1 ถ้วย 300


ของกินเล่น ไม่ได้มีปริมาณแคลอรี่เล่นๆ อย่างที่คิดนะครับ กล้วยไข่เชื่อม 2 ผลเท่านั้น 177 ลดช่องน้ำกะทิ 116 ไอศครีม 1 ถ้วย ท่ากับ 320 กิโลแคลอรี่



กิจกรรมต่อ 1 ชั่วโมง ปริมาณกิโลแคลอรี่ที่ใช้ไป

นอนหลับ 75
นั่งดูโทรทัศน์ 107
นั่งทำงานใช้สมอง
110
เดินลงบันได 214
ซักผ้าด้วยมือ 240
ขี่จักรยานด้วยความเร็ว 8.8 กม. 240


นอนหลับจะหาย 75 กิโลแคลอรี่ ส่วนนั่งเฉยๆ ทำงานที่ใช้สมองเสียพลังงานไปถึง 110 หนุ่มๆ ที่เกลียดการลงบันไดต้องหันมามองบ้างแล้ว เพราะใช้พลังงานถึง 214 ขณะที่ซักผ้าด้วยมือได้ถึง 240 กิโลแคลอรี่ เลยทีเดียว



การออกกำลังกาย ปริมาณกิโลแคลอรี่ที่ใช้ไป

วอลเลย์บอล, เล่นเพื่อสนุก 350
ขี่จักรยานด้วยความเร็ว 14.4 กม./ชม. 415
เทนนิส, เล่นเพื่อสนุก 450
วิ่งบนทางราบด้วยความเร็ว 8.8 กม./ชม. 660
ขี่จักรยานด้วยความเร็ว 20.0 กม./ชม. 660
วิ่งบนทางราบด้วยความเร็ว 18.2 กม./ชม. 1,390


ขณะที่การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่สลายกิโลแคลอรี่ได้ดีที่สุดเช่นเดิม เล่นวอลเล่ย์บอลเพลินๆ ปาไป 350 การวิ่ง-การขี่จักรยานต่อชั่วโมง ได้ถึง 660 กิโลแคลอรี่เลยนะ แชมป์ของตารางตัวอย่างที่เอามาเป็นการ วิ่งบนทางราบด้วยความเร็ว 18.2 กม./ชม. จัดการข้าวขาหมู-ข้าวมันไก่ไปได้หลายจานที่ 1,390 กิโลแคลอรี่

เมื่อทราบถึงปริมาณแคลอรี่ในอาหาร ที่เราพบเจอบ่อย กับกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้อย่างนี้ เราก็จะรู้ถึงการควบคุมให้มีปริมาณที่พอเมหมาะ ส่วนใครกินเกินการเผาผลาญปกติ เร่งลดไขมันด้วยการออกกำลังกายด่วน เพื่อรูปร่างดี หุ่นเฟริม เติมเต็มความหล่อได้เต็มขั้นมากขึ้ันครับ

การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (สิว)

 


ฟุตบอลโลกคราวนี้พี่มิ้งขอร้องว่า โอ้ย โอ้ย.. ทั้งผลการแข่งขันที่พลิกความคาดหมาย ยังมีผลข้างเคียง จากการดูฟุตบอลตอนดึก

ตาคล้ำไม่พอ สิวขึ้นนี่สิ!!! เม็ดแรกมาจากการดูอังกฤษ เม็ดที่สองฝรั่งเศส เม็ดที่สามบราซิล โห! จะเยอะไปไหนเนี่ย

ความจริงสิวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุนะครับ การพักผ่อนไม่พอ ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ยังมีเรื่องของความสะอาดบนใบหน้า หรือฮอร์โมนอีกด้วย

วัยรุ่นอย่างเราๆ ก็มีความเสี่ยงสูง ที่จะเกิดสิวจากสาเหตุของฮอร์โมนที่ผลิตมามากในช่วงนี้ และปูดขึ้นมาทีไร ก็ทั้งอายทั้งเครียดตามไปด้วย
เอาล่ะ ไม่ว่าสิวของพวกเราจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใดก็ตาม ทุกคนก็อยากให้มันหายไปจากหน้าตาเรา เหลือแต่ความหล่อใสด้วยกันทั้งนั้น

พี่มิ้งได้ปรึกษาเพื่อนๆ ว่าอยากให้สิวหายไวๆ มีอะไรไหมที่ใช้แล้วเห็นผลเร็วๆ บ้าง? เลยได้รับการแนะนำ "ครีมแต้มสิวบริเวณที่เป็นสิว" ตัวหนึ่งมาให้ลองใช้ สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ใน 4 ชั่วโมงเลยนะ!! โห บ่นไปเล่นๆ กลับมีจริงๆ เอาล่ะ ต้องขอใช้หน่อยแล้ว


เคลียราซิล อัลตร้า ราพิด แอ็คชั่น ทรีทเมนต์ ครีม คุณสมบัติช่วยลดขนาดและสีของสิว ให้แลดูเล็กและจางลง รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงได้ใน 4 ชั่วโมง (ใช้ในระยะแรกเริ่มของการเป็นสิวภายใน 48 ชั่วโมง) รวดเร็วทันใจวัยรุ่นอย่างเราๆ จริง
(แอบทำตัวเด็ก)

ครีมนี้ได้รับการทดสอบมาแล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังด้วย มีเทคโนโลยีใหม่ "แอ็คเซลลาเดิร์ม" เป็นสูตรเฉพาะที่แก้ไขได้ตรงจุดโดนใจ ลดขนาดและสีของสิวให้แลดูเล็กและจางลง รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังชั้นนอกได้ใน 4 ชั่วโมง และมี Salicylic Acid ที่ได้รับการยอมรับว่า ช่วยควบคุมการเกิดใหม่ของสิวอย่างได้ผล

พี่มิ้งขอใช้ก่อนเลยนะ > <
ขั้นแรกต้องล้างหน้าก่อน ทาครีมเคลียราซิล อัลตร้า ราพิด แอ็คชั่น ทรีทเมนต์ บางๆ บนบริเวณที่เป็นสิว ตอนเช้าและก่อนนอน หลังใช้ต้องล้างมือทุกครั้งด้วยนะครับ หากมีการแพ้หรือผิวลอก ควรลดปริมาณการใช้ (บางคนอยากหายไวๆ ทาเยอะเกินไป ^^") หากอยู่กลางแจ้ง ก็ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันแดด ควบคู่ไปด้วยได้เลย

วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (เป็นสิว) ที่เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบความเร็วทันใจ ที่สำคัญที่สุดควรดูแลผิวหน้าให้สะอาดอยู่เสมอ พักผ่อนเพียงพอ และทำจิตใจให้สดใสไม่เครียด ควบคู่กันไปด้วยนะครับ รับรองหน้าใสๆ ไม่ไกลเกินเอื้อม

ถ้าเป็นคนไทย ควร "งด" ทำนิสัยต่อไปนี้

 

มาช้า มาสาย !!
แหม อันนี้คงเป็นนิสัยยอดฮิตตลอดกาลที่อาจจะดูแก้ไขยากมากๆ 5555+ เพราะชาวต่างชาติส่วนมากนั้นจะค่อนข้างตรง
เวลามากๆ และถือว่าการมาตรงเวลาเป็นเรื่องสำคัญสุดๆ แต่สำหรับคนไทยแล้ว ถ้านัด 10 โมงตรง โน่นค่ะ 9 โมงครึ่งถึงจะได้ฤกษ์ตื่น 10 โมงถึงจะออกจากบ้าน สรุปกว่าจะไปถึงก็ 11 โมงแล้ว จนเกิดเป็นคำยอดฮิตว่า Thai Time คือการที่มักจะมาสายกว่าเวลานัดประมาณ 1 ชั่วโมงนั่นเอง
ดังนั้นถ้าจะนัดกินข้าว นัดประชุม หรือนัดอะไรซักอย่างที่มีคนไทยมาด้วย เค้าก็มักจะนัดกันก่อนเวลาจริง 1 ชั่วโมง เช่น
ประชุม 9 โมง ควรนัดมาตั้งแต่ 8 โมง เพราะกว่าจะมาถึงก็ 9 โมงพอดี เองก็เป็นคนนึงที่เกลียดการมาสายโดยไม่จำเป็นมากๆๆ
และจะพยายามไปให้ทันเวลานัดทุกครั้ง ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีของตัวเองอย่างนึง

ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น

อันนี้เห็นได้ง่ายมากๆๆ ก็คือตามในห้องเรียนเลยค่ะ เวลาที่คุณครูเรียกให้นักเรียนตอบ เด็กไทยก็จะนั่งตาลอยทำเฉย ไม่ใส่ใจ ไม่ยกมือตอบ แตกต่างกับเด็กต่างชาติมากๆ เพราะเค้าจะยกมือแย่งกันตอบสุดๆ พร้อมจะแสดงความเห็นกันทุกเมื่อ รวมถึงเวลาที่ให้แสดงความเห็น คนไทยก็มักจะไม่แสดงความเห็น เป็นอันจบแค่นั้น แต่ชาวต่างชาตินี่ถึงแม้ไม่มีอะไรจะออกความเห็น เค้าก็จะพยายามหาจุดเล็กๆ ที่น่าสงสัยมาเป็นประเด็นในการคุยต่อเรื่อยๆ รวมไปถึงเวลามีปัญหาหรือข้อสงสัยอะไร คนไทยก็มักจะไม่(กล้า)ถาม แต่จะเก็บเอาไว้แล้วไปคิดเองเออเอง หรือแม้แต่บางคนที่เวลาโดนถาม ทั้งๆ ที่ตัวเองก็รู้คำตอบ แต่ก็ไม่ตอบ ไม่ใส่ใจ ไม่ยกมือตอบ ไม่ใช่เรื่องของฉัน ตอบไปแล้วได้อะไรล่ะ ?

ปากไม่ตรงกับใจ

ข้อนี้อาจจะคล้ายๆ กับการนินทาแต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว ที่ว่าปากไม่ตรงกับใจก็คือว่า .... ชาวต่างชาติบางคนจะเป็นที่รู้กันว่า ถ้าคนไทยพูดว่า "ไม่เป็นไร" "ไม่มีอะไร" หรือบอกว่า "เปล่า" แสดงว่าต้องมีอะไรในใจแน่ๆ (ซึ่งก็จริง 555) โดยเฉพาะบางคนที่ปากบอกว่าไม่มีอะไร แต่เก็บเอาไปเม้าท์ลับหลัง เอาไปนินทาต่อ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องยาว ไม่จบไม่สิ้น และกลายเป็นความบาดหมางใจระหว่างเพื่อนชาติอื่นได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยอย่างเราๆ เป็นคนขี้เกรงใจ ไม่อยากจะพูดให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจ เลยบอกปัดไปว่าไม่เป็นไร แต่ เราคิดว่าในบางสถานการณ์ การพูดออกไปตรงๆ ก็ดีกว่าบอกว่าไม่เป็นไร แล้วเก็บเอาไว้คนเดียวนะคะ ว่ามั้ย ?

อาหารต้องห้าม

 











วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

10 เรื่อง(น่าเศร้า)ที่ฝรั่งเข้าใจเมืองไทยผิด !

 

1. เข้าใจว่าประเทศไทยคือไต้หวัน

อันนี้เป็นอะไรที่ได้ยินบ่อยมากกกก อาจจะเพราะว่าออกเสียงคล้ายๆ กัน (ไทยๆ ไต้ๆ) เลยเกิดเป็นความเข้าใจผิด ว่าประเทศไทยคือไต้หวัน (น่าน้อยใจมาก)

A : Where are you from?
B : Thailand.
A : Wowww ! so can you speak chinese fluently?
B : ......

เจอประโยคสนทนาแบบนี้ B คงอึ้งไปเลย ไทยแลนด์นะจ๊ะไม่ใช่ไต้หวัน แล้ว A มันจะว้าวววทำไมเนี่ย ...




2. เข้าใจว่าคนไทยยังขี่ช้างไปไหนมาไหนกันอยู่

อย่างที่รู้ๆ ว่าช้างเป็นสัตว์ประจำบ้านเมืองของไทย ดังนั้นในพวกสารคดีต่างๆ มักจะนำเสนอถึงช้างบ่อยมากๆ ส่วนมากก็เป็นภาพควาญช้างตามต่างจังหวัด ดังนั้นเมื่อชาวต่างชาติได้ดูสารคดีพวกนั้น ก็จะเหมารวมว่าคนไทยยังใช้ช้างเป็นพาหนะในการไปไหนมาไหนกันอยู่ และนอกจากช้างแล้ว บางคนยังคิดว่าขี่ม้าขี่หมูอีก (ไปกันใหญ่ละนะเนี่ย) แต่พอมาถึงกรุงเทพฯ เห็นรถไฟฟ้า เห็นตึกสูงเสียดฟ้า ต่างก็อะเมซิ่งไทยแลนด์กันทุกราย หุหุ

3. เข้าใจว่าเมืองไทยเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตก

เพราะเหล่าบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของเราต่างก็เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกมาก่อน เช่น ลาว เคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส มาเลเซีย เคยตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่ประเทศไทยกลับไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตกเลย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยที่ได้ทรงใช้พระปรีชาสามารถในการหาวิธีให้ประเทศของเรารอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นค่ะ


4. เข้าใจว่าพัทยาและภูเก็ตคือทุกอย่างของประเทศไทย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าชาวต่างชาติบางคนไม่รู้จักกรุงเทพมหานคร แต่กลับรู้จักภูเก็ตและพัทยาเป็นอย่างดีเพราะเป็นที่ท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงมากๆ รวมถึงสถานที่เที่ยวกลางคืนที่ใครๆ ก็นิยมไป เห็นได้จากชาวต่างชาติบางคนนิยมนั่งเครื่องบินบินตรงไปยังภูเก็ตเลย หรือไม่ก็พอลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิปุ๊บ ก็บึ่งรถตรงไปพัทยาทันทีโดย ไม่แวะเข้ามาเที่ยวกรุงเทพฯ เลย (พลาดของดีซะแล้วเธอ)

5. เข้าใจว่าคนไทยจนมากๆๆๆ

ถ้าหากใครมีโอกาสได้เปิดดูพวกสารคดีวิถีชีวิตคนไทย จะเห็นได้เลยว่ามักจะนำเสนอชีวิตชาวบ้านในต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตกันค่อนข้างลำบาก เช่น ข้ามเขาสามลูกไปหาบน้ำ พายเรือไปเก็บผักมาขาย ดังนั้นทำให้ชาวต่างชาติดูแล้วเหมารวมอีกเช่นเคยว่าคนไทยนี่จนมากๆ ซึ่งความเชื่อข้อนี้อาจจะไม่ถูกนักแต่ก็ไม่ผิดไปซะทีเดียว เพราะยังไงประเทศไทยก็มีคนจนมากกว่าคนรวยอยู่แล้วล่ะเนาะ


6. เข้าใจว่าคนไทยนิยมใช้ไสยศาสตร์

ความเชื่อนี้ก็มาจากพวกสารคดีวิถีชีวิตไทยอีกแล้วค่ะ เพราะเล่นนำเสนอแต่ภาพการเข้าทรงเอย ผีปอบเอยรำผีฟ้าเอย จนทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจว่าคนไทยนิยมเล่นของกัน ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมก็คือ บางทีเค้าก็มองเรา เหมือนที่พวกเราบางคนมองประเทศเขมรว่าชอบเล่นของ อะไรทำนองนั้นอ่ะค่ะ




7. เข้าใจว่าผู้หญิงสวยๆ เป็นกระเทยหรือแปลงเพศมาแล้ว

เป็นผลพวงมาจากการที่ชาวต่างชาติเหล่านั้นได้ชมพวกโชว์ทิฟฟานี่ อัลคาซ่า หรืออะไรทั้งหลายแหล่ค่ะ ซึ่งแต่ละนางที่ขึ้นมาโชว์นั้นก็สวยทั้งเนียนซะเหลือเกิน สวยซะจนผู้หญิงแท้ๆ อย่างเราๆ อยากไปเกิดใหม่ = ="เลยกลายเป็นเข้าใจว่าผู้หญิงไทยสวยๆ คือหญิงไม่แท้ซะอย่างนั้น


8. เข้าใจว่าผู้หญิงไทยเป็นผู้หญิงอย่างว่าทุกคน

คำว่า 'ผู้หญิงอย่างว่า' ในที่นี้คงไม่ต้องอธิบายกันนะคะ = =" ซึ่งอันนี้ก็คงจะโทษใครไม่ได้จริงๆ เพราะในมุมมองชาวต่างชาติบางคน ถ้าพูดถึงประเทศไทยปุ๊บ ความคิดที่แล่นเข้ามาก็คือเรื่องผู้หญิงอย่างว่านั่นเอง เพราะมีผู้หญิงไทยบางคนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปทำอาชีพอย่างว่านั่นแหละ เชื่อเลยว่า น้องๆ ผู้หญิงที่เคยไปเมืองนอก แทบทุกคนจะต้องเคยเจอผู้ชายลามกๆ เข้ามาทำลวนลาม แล้วถามคำถามอะไรแนวๆ นี้แน่เลยใช่มั้ยคะ ?



9. เข้าใจว่าอาชีพผู้หญิงอย่างว่าเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายในเมืองไทย

ยังไม่จบกันกับเรื่องผู้หญิงอย่างว่า อันนี้ก็ต้องยอมรับกันอีกจริงๆ ว่า ชาวต่างชาติ(ผู้ชาย) บางคนที่มาเมืองไทยถือว่า ถ้ามาเมืองไทย แล้วต้องลองไปเที่ยวอย่างว่า (สรุปว่าไอ้อย่างว่านี่มันคืออะไรเนี่ย 555) รวมถึงอาชีพผู้หญิงอย่างว่าก็สามารถหาได้ไม่ยาก ดังนั้นทำให้ชาวต่างชาติบางคนเข้าใจผิดคิดว่าอาชีพผู้หญิงอย่างว่าเป็นอาชีพที่ถูกกฏหมายนั่นเองค่ะ


10. เข้าใจว่าคนไทยชอบกินพวกของแปลก

ได้แก่ รถด่วน ตั๊กแตนทอด ด้วง แมงดาทอด และอื่นๆ แถมยังเข้าใจว่าคนไทยชอบกินกันสดๆ อีกต่างหาก 555+ ซึ่งอันนี้ก็อาจจะคล้ายๆ ที่เรามองว่าคนเกาหลีกินหมานั่นเองค่ะ คือเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ ที่กินกัน แต่ก็โดนเหมารวมอีกเช่นเคย

** อาหารเช้า 7 แบบจากทั่วโลก !!!! **

 



ฝรั่งเศส : อาหารเช้าในฝรั่งเศสจะมีกาแฟ อย่าแปลกใจหากคุณทานอาหารในปารีสและพบว่ากาแฟของคุณอยู่ในชามแทนที่จะเป็น แก้ว เพื่อที่ได้ง่ายต่อการนำขนมปังช็อคโกแลตหรือครัวซองท์จิ้มลงไปถือเป็นการทาน แบบดั้งเดิมสำหรับวันหยุด หากเป็นในช่วงกลางอาทิตย์ก็จะเป็นขนมปังกับแยม น้ำผึ้งหรือเนย ลองเริ่มต้นวันใหม่แบบฝรั่งเศสดูซิ



เม็กซิโก : สิ่งที่เหมือนกันมากที่สุดอย่างหนึ่งของคนอเมริกาเหนือก็คืออาหารเช้าแบบ เม็กซิโก huevos rancheros ตอติญ่าที่ทำจากแป้งข้าวโพดราดด้วยไข่ดาวและซอส ranchera มักเสิร์ฟกับ frijoles อาหารจานนี้เกือบจะเป็นอาหารเช้ามาตรฐานตั้งแต่ Austin ถึง Soho แต่ที่เม็กซิโกคุณมาสมารถสั่ง huevos ได้หลายแบบ Huevos divorciados (ตามในรูป) ที่สั่งแยกออกเป็นไข่ฟองหนึ่งราดด้วย salsa roja และอีกฟองหนึ่งราดด้วย alsa verde (ตรงกลางราดด้วยซอสที่ทำจากมะเขือเทศชนิดหนึ่ง)



จา ไมกา : ackee ผลไม้ของจาไมกานำมาตุ๋นจนแห้ง มะเขือเทศ หัวหอม พริกสก็อตบอนเนท และ thyme ที่เป็นส่วนประกอบในอาหารเช้า ต้น ackee เป็นต้นไม่พื้นเมืองของแอฟริกาอยู่ในตระกูลเดียวกับลิ้นจี้และลำไย เนื้อเป็นสีเหลือง ต้องนำไปปรุงถึงจะอร่อย ในการตุ๋นต้องนวดด้วย แช่ไว้ในน้ำทั้งคืนและนำไปต้ม มักเสิร์ฟกับ johnnycakes บิสกิตง่ายๆ ที่ทำจากแป้งหรือแป้งข้าวโพดและนมเปรี้ยวแล้วนำไปทอดในน้ำมัน



เวลส์ : เป็นตัวอย่างของอาหารเช้าของอังกฤษ มีความหลากหลายตามีสิ่งที่เหมือนกันคือเบคอน ไส้กรอก และไข่ มักจะโรยถั่วอบ อย่างไรก็ตามอย่าลืมหา laverbread ด้วย ในจานประกอบด้วยสาหร่ายจากชายฝั่งเวลส์ที่น้ำไปต้มจนเหนียวแล้วนำไปผสมกับ ข้าวโอ๊ตบด รสชาดเป็นอะไรที่พลาดไม่ได้



ญี่ปุ่น : ขณะที่อาหารเช้าทางฝั่งตะวันตกมีส่วนประกอบหลักเป็น ซีเรียล ขนมปังปิ้ง และไข่ แต่อาหารเช้าที่ญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเป็นส่วนใหญ่ของคนญี่ปุ่นด้วยที่จะเริ่มต้นวันด้วย ข้าว อาหารทะเล สาหร่าย และนัตโตะ (ถั่วหมักในซอสถั่วเหลือง) อาจมีอย่างอื่นด้วยที่คุณพบ เช่น เต้าหู้ ปลาทอด และ umeboshi (พลับดอง) ที่ให้รสเค็มและเปรี้ยว



เน เธอแลนด์ : ขนมปังธัญพืชและขนมปังกรอบที่เรียกว่า beschui เป็นคาร์โบไฮเดรตสำหรับตัวอย่างอาหารเช้าของชาวดัตช์สำหรับเวลาเร่งรีบ คนในฮอลแลนด์จะเตรียมเนื้อสไลด์ ชีสก้อนใหญ่ กาแฟเข้มๆ และของที่ใช้ทาหรือราดตั้งแต่ Nutella (ครีมถั่วฮาเซลนัทผสมโกโก้) ไปจนถึงน้ำผึ้ง ถ้าต้องการอะไรที่เป็นแบบฉบับบจริงๆ มองหาขวดที่มีชื่อว่า hagelslag เป็นที่นิยมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ช็อคโกแลตที่ใช้โรยหน้า (เหมือนที่โรยในไอศกรีมในอเมริกาแต่นุ่มนวลและให้รสมากกว่า) ที่ละเลงลงบน beschuit เป็นองค์ประกอบที่ให้ความหวานกับชาหรือกาแฟ Hagelslag จะใส่ลงในนมช็อคโกแลตหรือดาร์คช็อคโกแลต



จีน : อาหารเช้าของจีนมีความหลากหลายทั้งติ่มซำจนถึงขนมหัวผักกาด แต่อาหารเช้าของจีนที่เป็นที่รู้จักที่สุด ที่ทานกันทั่วประเทศ ไม่ได้ต้องพูดถึงบุฟเฟ่ในโรงแรมตั้งแต่ที่สิงคโปร์จนถึงญี่ปุ่น นั่นก็คือ congee หรือข้าวต้ม รสธรรมดาแต่เป็นอาหารเช้าที่นิยมที่สุด เป็นพื้นฐานและดึงดูดด้วยเครื่องที่ใส่เพิ่มลงไปอย่าง หมูหยอง กุ้งแห้ง และผักดอง

7 สุดยอดถนนที่อันตรายที่สุดในโลก !!

 





1.ถนนสายมรณะ ประเทศโบลิเวีย
ถนน North Yungas ในประเทศโบลิเวีย ขึ้นชื่อว่าเป็นถนนที่อันตรายสำหรับนักขับขี่ที่สุดในโลก มันมีความยาวทั้งหมด 70 กิโลเมตร จากเมือง La Paz ถึงเมือง Coroico ทางโค้งสุดแคบยาวเกือบ 3,600 เมตร โดยที่ข้างๆ เป็นเหวลึก 800 เมตรรอรับรถที่พลาดท่าอยู่! แต่ละปีจะมีคนเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตเพราะถนนเส้นนี้ 100-200 ราย



2. ถนนสู่เมือง Yakutsk ประเทศรัสเซีย
นี่คือทางหลวงสายหลักของประเทศรัสเซียที่จะไปยังเมือง Yakutsk และน่าเศร้าไปกว่านั้นก็คือ ถนนสายนี้เป็นทางเส้นเดียวที่จะไปเมืองนี้ได้ และเนื่องจากไม่มีถนนเส้นอื่น ทำให้ผู้ขับขี่ต้องเผชิญกับสภาพรถติดหนึบในโคลนตม ว่ากันว่า เคยมีผู้หญิงคลอดมาแล้วเนื่องจากต้องรอนานเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดฝนตกล่ะก็ ถนนเหล่านี้จะกลายเป็นกำแพงโคลนอย่างดี ที่จะขวางกั้นทางผ่านและดูดได้แม้กระทั่งรถบรรทุก!



3. เส้นทางทหารในรัสเซีย-จอร์เจีย
เส้นทางทหารของอดีตสหภาพโซเวียต-จอร์เจีย ที่ชื่อว่า Sukhumi นี้มีพื้นที่อยู่ในหุบเขาคอเคซัส ซึ่งทางเดียวที่จะนำพานักขับขี่ไปสู่จุดมุ่งหมายได้ก็คือ การถามคนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในหุบเขานี้เท่านั้น... แล้วจะมีผ่านมาซักกี่คนล่ะ!



4. ถนนในเนปาล, ธิเบตและบังคลาเทศ
นี่คือถนนที่มีเส้นทางจากอินเดียไปถึงเนปาล ถือได้ว่าเป็นถนนสายมรณะอีกแห่งหนึ่งเช่นกัน



5.สุดยอดเส้นทางเดินเท้าในประเทศจีน
นอกจากเส้นทางสำหรับรถแล้ว ยังมีเส้นทางเดินเท้าสำหรับนักผจญภัยที่ติดอันดับการทำให้ขนหัวลุกมากที่สุดในโลก มีพื้นที่อยู่ในภูเขา Huashan ของมณฑล Xian ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่นที่สุด เส้นทางบนภูเขานั้นทั้งขรุขระและชัน แถมยังไม่รับประกันความปลอดภัยอีกต่างหาก... ใครอยากสัมผัสประสบการณ์แสนเร้าใจก็ลองดู



6. อุโมงค์ Guoliang ประเทศจีน
แม้จะไม่อันตรายเหมือนถนนเส้นอื่นๆ ที่เรากล่าวมา แต่ก็ต้องมีสมาธิในการขับซักหน่อย เพราะไม่รู้ว่าวันไหนกำแพงหินเหล่านี้จะถล่มลงมา! อุโมงค์ Guoliang ในภูเขา Taihang ของประเทศจีนถูกขุดขึ้นมาโดยชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อที่จะผ่านไปสู่โลกภายนอก โดยขุดทางอุโมงค์ผ่านหน้าผาหินเป็นทางยาว 1,200 เมตรสูง 5 เมตรและกว้าง 4 เมตร ใช้เวลาขุดถึง 5 ปี!



7. ถนน Pasubio ประเทศอิตาลีPasubio เป็นถนนสายเก่าที่ถูกเปลี่ยนเป็นเส้นทางเดินเท้า ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของถนนเส้นนี้ ทำให้นักขับขี่รถจักรยานยนต์ต่างก็หลงใหล แล้วมันก็ยังมีอุโมงค์ที่งดงามและหน้าผาสูงชันที่ทำให้ขนหัวลุก!

สาระดีๆเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดในตัวเรา

 

กรุ๊ป A คนที่มีเลือดกรุ๊ป เอ จะอ่อนไหวต่อการเป็นมะเร็งได้ง่ายกว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปอื่น เพราะฉะนั้นคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จึงต้องหมั่นไปตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ
สำหรับคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้เคยสังเกตตัวเองหลังดื่มนมบ้างหรือเปล่า เพราะคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้เวลาทานนมเข้าไปแล้วจะมีอาการท้องอืดแน่นเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว เนื่องจากแอนติเจนที่อยู่ในเซลล์ของเลือดกรุ๊ป A จะทำปฏิกิริยากับนม เพราะฉะนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวก ข้าวสาลี เนื้อติดมัน นม เป็นพิเศษ
ส่วนอาหารที่ควรรับประทานนั้นได้แก่อาหารจำพวกผักใบเขียว ใบเหลือง รวมทั้งธัญพืชและถั่วต่าง ๆ ยิ่งถ้าทานเข้าไปในปริมาณมาก ๆ ก็จะยิ่งดีต่อสุขภาพ

กรุ๊ป B พวกที่อยู่ในเลือดกรุ๊ปนี้ถือเป็นเลือดที่กำเนิดขึ้นมาเป็นอันดับสามของมนุษย์ ว่ากันว่าเลือด กรุ๊ปนี้พึ่งเกิดขึ้นเมื่อคนเรารู้จักเลี้ยงสัตว์ที่ให้นม คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จึงสามารถรับประทานนมได้โดยไม่มีอาการเรอเหม็นเปี้ยวเหมือนกับเลือดกรุ๊ป A
นอกจากนมแล้ว อาหารประเภทเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อกวาง เนื้อกระต่าย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมาก แต่ควรหลีกเลี่ยงเนื้อไก่

กรุ๊ป O เลือดกรุ๊ปนี้ถือว่าเป็นเลือดกรุ๊ปแรกที่เกิดขึ้น ดังนั้นคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จะเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดีมาก การเลือกรับประทานอาหารควรเลือกที่จะรับประทานเนื้อสัตว์ ได้แก่ เป็ด ไก่ ปลา (ยกเว้นหมู) และควรรับประทานผักผลไม้มาก ๆ เนื่องจากคนสมัยโบราณมักจะหากินเนื้อสัตว์ ไม่ได้กินนม เพราะฉะนั้นคนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จึงควรหลีกเลี่ยงนม เพราะถ้าดื่มนมมีแนวโน้มว่าจะทำให้แผลเน่าเปื่อย หรือเกิดอาการอักเสบได้ง่ายกว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปอื่น

กรุ๊ป AB เป็นเลือดกรุ๊ปสุดท้ายที่เกิดขึ้นในมนุษย์เรา คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีเพียงแค่ 2 % เท่านั้นเอง คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จะมีลักษณะคล้าย ๆ คนเลือดกรุ๊ป B คือระบบการย่อยอาหารนั้นมักจะมีกรดเกิดขึ้นในลำไส้ใหญ่ ดังนั้นการเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่น้อย และอย่าบ่อยจนเกินไป อาจสังเกตได้ถ้ามีอาการเรอบ่อยครั้ง

วิธีลดหน้าท้อง

 



** เครื่องปรุง** 1. โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย 2. นมสด 1 กล่อง 3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ 4. มะนาว 1 ลูก


** วิธีทำ**

นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ

** วิธีการดื่ม**

ต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น

** สรรพคุณ**

ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวัน

** โทษของไขมัน**

ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหารตับม้ามให้ดูดซึมบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ดังนี้


1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย